วันเสาร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2556

หมูสะเต๊ะ

 วิธีทำอาหาร หมูสะเต๊ะ อาหารว่างยามเช้า



สวัสดีครับ วันนี้ผมเขียนบทความตอนเช้าหน่อย ก็เลยนึกถึงอาหารที่เราชอบทานกันตอนเช้าๆ นะครับ สิ่งแรกที่ผมนึกออกเลยก็คือหมูสะเต๊ะครับ ตอนเช้าๆ เราจะชอบทานหมูสะเต๊ะเพราะมันอร่อยและทานง่ายมากๆ เลยหล่ะครับ เอาหล่ะ เรามาดูเครื่องปรุงและส่วนประกอบต่างๆ กันครับ

เครื่องปรุงการทำหมูสะเต๊ะ

  • เนื้อหมู ตรงส่วนสันนอกที่มีมันแซมอยู่เล็กน้อยนะครับ จะทำให้เนื้อหมูไม่แข็ง ประมาณครึ่งกิโลกรัม
  • ลูกผักซีให้นำมาคั่วและป่น ประมาณ 2 ช้อนชาครับ
  • ยี่หร่านำมาคั่วและป่นเช่นกัน ประมาณครึ่งช้อนชา
  • ข่าและขมิ้น ให้หั่นละเอียด ประมาณอย่างละ 1 ช้อนชาพูนๆ หน่อย
  • ตะไคร้หั่นแบบบางๆ ประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ
  • พริกไทยโขลกละเอียดประมาณปลายช้อนชา
  • เกลือ 1 ช้อนชา
  • น้ำตาลทรายแดง 2 ช้อนชา
  • ใช้กะทิประมาณ 3 ขีดคั้นเอาหัวกะทิ ครึ่งถ้วยตาง และหางกะทิอีก ครึ่งถ้วยตวงไว้สำหรับพรมหมูสะเต๊ะตอนย่าง เนื่องจากหมูสะเต๊ะจะแห้ง
  • ไม้เสียบหมูสะเต๊ะ
เอาหล่ะครับ สำหรับการทานหมูสะเต๊ะให้อร่อยก็ต้องมีน้ำจิ้มหมูสะเต๊ะและอาจาด เรามาดูส่วนผสมกันเลยครับ

ส่วนประกอบของน้ำจิ้มหมูสะเต๊ะ
  • น้ำพริกแกงคั่ว ประมาณ 3 ช้อนโต๊ะ
  • ถั่วลิสงให้นำมาคั่วให้หอมแล้วเอาไปบดให้เกือบละเอียด ประมาณ ครึ่งถ้วยตวง
  • ใช้มะพร้าว 3 ขีด คั้นเอาน้ำให้ได้ 2 ถ้วยตวง
  • น้ำมันพืชไว้สำหรับการผัดน้ำพริก ประมาณครึ่งถ้วยตวง
  • ลูกผักชีและยี่หร่า นำมาคั่วและป่น ประมาณอย่างละ 1 ช้อนชา
  • เกลือประมาณ 1 ช้อนชา
  • น้ำตาลปี๊ปและน้ำมะขามเปียกอีกประมาณอย่างละ 3 ช้อนโต๊ะ
ส่วนประกอบของอาจาด
  • น้ำส้มสายชูและน้ำตาล ประมาณอย่างละ 1/4 ถ้วย
  • เกลือ 1 ช้อนชา
  • พริกแดง 1 เม็ด (ใครอยากกินเผ็ดๆ ก็ใส่เพิ่มไปได้)
  • หอมซอย ประมาณ 2-3 หัว
  • แตงกวา 3 ลูก
เอาหล่ะ เมื่อเตรียมส่วนผสมทุกอย่างพร้อมแล้วเรามาเริ่มกันที่การหมักหมูสะเต๊ะกันก่อนเลยครับ

วิธีทำหมูสะเต๊ะ

  1. หั่นเนื้อหมูที่เตรียมไว้ให้ได้ขนาดความหนาประมาณครึ่งนิ้ว กว้างประมาณ 1 นิ้ว และยาว 3 นิ้ว (ขนาดของเนื้อหมูจริงๆ แล้วอยู่ที่ความชอบของแต่ละคนนะครับ หรืออาจจะขึ้นอยู่กับเตาย่างและไม้ที่เอามาเสียบด้วย)
  2. โขลกส่วนผสมดังต่อไปนี้เข้าด้วยกัน พริกไทย เกลือ ตะไคร้ ขมิ้น ลูกผักชี ยี่หร่า โขลกให้ละเอียดแล้วนำมาคลุกกับเนื้อหมู ใส่น้ำตาล และหัวกะทิครึ่งถ้วยตวง หมักไว้ประมาณครึ่งชั่วโมง (ในระหว่างที่หมักเราสามารถเอาเวลาที่รอไปทำน้ำจิ้มหมูสะเต๊ะและอาจาดรอไว้ได้เลย)
  3. เมื่อทำอาจาดและน้ำจิ้มหมูสะเต๊ะเสร็จแล้วก็ให้น้ำเนื้อหมูมาเสียบไม้และย่าง (ในระหว่างที่ย่างสังเกตุว่าเนื้อหมูแห้งให้นำหางกะทิมาพรม)
วิธีทำน้ำจิ้มหมูสะเต๊ะ
  1. ตั้งกระทะแล้วใส่น้ำมันแล้วจึงนำน้ำพริกแกงลงไปผัดให้หอม
  2. ใส่ลูกผักชีและยี่หร่า และค่อยๆ เติมกะทิลงไป ใส่ถั่วลิสงป่นแล้วเคี่ยวให้เห็นว่าข้นดี
  3. ใส่น้ำตาลปี๊ปและเกลือ น้ำมะขามเปียก ปรุงให้ได้รสชาติ เปรี้ยว เค็ม หวาน เผ็ดเล็กน้อย
วิธีทำอาจาดสำหรับหมูสะเต๊ะ
  1. หั่นแตกกวาตามยาวจากหัวลงท้ายไม่ให้ขาดให้ได้ 4 ส่วน (หั่นกากบาท) แล้วจึงนำมาหั่นขวางจะได้แตงกวาเป็นรูปสามเหลี่ยมสวยงาม หั่นหอมซอย พริกซอย จัดใส่จาน
  2. นำน้ำส้มสายชู น้ำตาล เกลือ ผสมน้ำเล็กน้อยขึ้นตั้งไฟอ่อนๆ ให้น้ำตาลและเกลือละลายยกลงวางให้เย็น แล้วจึงเทใส่ถ้วยรวมกับ แตงกวา หอมซอย และพริซอย
เสร็จแล้วครับ! ไม่ยากเลยใช่มั้ยครับกับเมนูหมูสะเต๊ะที่ใครๆ ก็ทำกินเองที่บ้านได้ แถมยังสามารถกำหนดได้ว่าอยากได้หมูชิ้นใหญ่เต็มคำขนาดไหน หรือว่าใครสนใจจะทำขายก็ถือว่าเป็นอีกทางเลือกได้เลยนะครับ รับรองว่าอร่อยจริงๆ เลย

กินปลาเพื่อสุขภาพ

1. ปลาสามารถแยกประเภทและชนิดได้อย่างไร
จริง ๆ วิธีแยกประเภทของปลา คงจะมีหลายประเภท ขึ้นอยู่กับว่า จะแยกเพื่อประโยชน์ประเภทใด แต่ในทางวิชาการแพทย์ หรือที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน ก็คงจะแยกเป็นปลาน้ำจืด กับปลาน้ำเค็ม

2. ในเนื้อปลามีสารอาหารชนิดใดบ้างที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย
ด้านหลัก : จะเป็นโปรตีน ซึ่งในเนื้อปลา จะเป็นโปรตีนที่ย่อยง่าย และมีประโยชน์ต่อร่างกาย ไขมันจะมีอยู่บ้าง ซึ่งจะขึ้นอยู่กับประเภทของปลา อย่างในปลาน้ำจืด จะมีไขมันไม่มากนัก ยกเว้นพวกปลาสวาย หรือปลาสลิดตากแห้ง ส่วนปลาทะเล ก็จะมีไขมันอีกประเภท ซึ่งจะแตกต่างจากปลาน้ำจืด พวกที่เป็นกรดไขมัน ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เราพบว่า มันมีคุณค่าในแง่ ของการลดการจับตัวของเกล็ดเลือด และอาจจะช่วยในการป้องกันโรคต่างๆ อาทิ โรคหลอดเลือดหัวใจ หรือไขมันในเลือดสูง นอกจากนั้น เครื่องใน ตับปลา ก็จะมีน้ำมันและวิตามิน ในกลุ่มที่ละลายได้ดีในไขมัน เป็น วิตามิน A D E K และ แร่ธาตุ โดยเฉพาะในตัวปลาบางชนิด ที่เรารับประทานได้ ก็จะได้แคลเซียมด้วย

3. ปกติเราควรรับประทานอาหารประเภทปลามากน้อยเพียงใดต่อวัน
ปกติร่างกายของคนเรา จะต้องการโปรตีนแตกต่างกันไป แล้วแต่ช่วงวัย เช่น วัยเด็กจะต้องการโปรตีนสูง 1.2 - 1.5 ต่อ น้ำหนักต่อ 1 กิโลกรัม ในผู้ใหญ่ 0.8-1 กรัม ต่อ กิโลกรัมต่อวัน ซึ่งในแต่ละวัน ก็ควรบริโภคเนื้อสัตว์ชนิดอื่นๆ ด้วย

4. ในด้านประโยชน์ต่อสุขภาพมีอะไรบ้าง
ด้านหลัก : ก็จะได้โปรตีน เพราะโปรตีน เพราะโปรตีนในเนื้อปลา จะย่อยง่าย มีคุณค่าในแง่ของการบำรุงสมอง การพัฒนาสมองในเด็ก โดยเฉพาะปลาทะเล นอกจากจะได้โปรตีนแล้ว ยังจะได้แร่ธาตุไอโอดีน จะมีบทบาทในการพัฒนาสมอง โดยเฉพาะที่ไกลจากทะเล ก็จะมีความเสี่ยงก็จะเกิดโรคคอพอก ในกลุ่มผู้สูงอายุก็เป็นแหล่งโปรตีน ที่รับประทานง่าย ย่อยง่าย ก็จะเป็นประโยชน์ของปลา

5. ในกรณีที่แพ้อาหารทะเล ไม่สามารถรับประทานได้ จะมีวิธีแก้ไขอย่างไร
 ถ้าขาดอาหารทะเล ก็สามารถรับประทานปลาน้ำจืดแทนได้ แต่ถ้าไม่สามารถรับประทานปลาได้เลย เช่น เหม็นคาวปลา ก็ยังสามารถได้ในแหล่งโปรตีนอื่นๆ เช่น เนื้อสัตว์ชนิดอื่นๆ ไข่ดาว ถั่ว งา ร่างกายก็ยังจะได้โปรตีนเพียงพอ

6. การรับประทานปลาให้ได้ประโยชน์ต่อร่างกาย
 1.รับประทานปลาที่ปรุงสุก
2.เปลี่ยนประเภทของปลาไปเรื่อยๆ ลดปัญหาการปนเปื้อน
3.บริโภคร่วมกับอาหารอื่นๆ ให้ครบทุกชนิด คือ อาหารหลัก 5 หมู่

7. ที่เรียกกันว่า น้ำมันตับปลา หรือ น้ำมันปลา ควรรับประทานหรือไม่
ปัจจุบันที่มีขายอยู่ตามท้องตลาด จะมี 2 ประเภท คือ น้ำมันตับปลา หรือ น้ำมันปลา

น้ำมันตับปลา มีจำหน่ายมานานแล้ว ซึ่งผู้ใหญ่จะนำมาให้เด็กๆ ทาน เพื่อเป็นยาบำรุง ซึ่งจะมีวัตถุประสงค์ ก็จะต้องการเสริมวิตามิน ซึ่งจะละลายในไขมัน A D E K ก็จะสกัดจากปลา มีทั้งชนิดเม็ดและชนิดน้ำ

แต่ในปัจจุบันนี้ ที่นิยมกันมากขึ้น คือ น้ำมันปลา (Fish oil) เป็นสารสกัดไขมันจากปลาทะเล มีการศึกษาจากการเปรียบเทียบ เกี่ยวกับการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ ในคนชาวเอสกิโม เมื่อเปรียบเทียบ กับชาวเอสกิโม จึงทำให้ชาวเอสกิโม มีอัตราเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ น้อยกว่า นับว่าชาวเอสกิโม จะรับประทานปลามากกว่า จึงทำให้ได้รับสารอาหารกจากปลามากกว่า ซึ่งจะมีฤทธิลดกรดตัวของเกร็ดเลือด และลดไตรกีรเซอร์ไรด์ได้ดี ทำให้คนมีความสนใจมากขึ้น แต่จากการศึกษาทดลอง จากแพทย์สหรัฐอเมริกา พบว่า การบริโภคแต่น้ำมันปลาในรูปเม็ด ไม่สามารถป้องกันโรคหัวใจ และไม่ช่วยผู้ป่วย หายจากโรคหัวใจ8. ข้อแนะนำช่วงท้ายรายการ : ข้อแนะนำเพื่อสุขภาพ
1.รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่
2.รับประทานอาหารให้พอเหมาะ
3.รับประทานอาหารที่มีเส้นใยอาหารมาก ช่วยควบคุมลำดับน้ำตาลและไขมันในเลือด
4.หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหาร ที่มีไขมันในปริมาณมาก
 5.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
 6.งดการสูบบุหรี่ และดื่มสุรา